สำนักงานกฎหมาย กิจจา ทนายความ
.
สำนักงานกฎหมาย กิจจา ทนายความ
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย รับความทั่วราชอาณาจักร รับเขียนอุทธรณ์ เขียนฎีกา ฯลฯ
https://www.facebook.com/kitja.law.office
Tel : 09-4257-4789 ID Line : 0942574789

บริการแบบมิตร

หากท่านกำลังหาทนายความ ยินดีให้บริการปรึกษาคดีความ แนวทางการฟ้องคดี ต่อสู้คดี อรรถคดี อาทิเช่น คดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง คดีแรงงาน คดีความต่างๆ หากตกเป็นจำเลยเมื่อได้รับสำเนาคำฟ้องแล้ว อย่านิ่งเฉยควรหาความรู้ ปรึกษาทนายความที่ท่านไว้วางใจ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

ให้คำปรึกษากฎหมายก่อนตกลงรับงาน

ให้คำปรึกษาหลักฎหมายก่อนตกลงรับงาน เพื่อความมั่นใจ วางแนวทางการทำงาน ทิศทางรูปคดี ความเข้าใจตรงกันระหว่างตัวความ กับทนาย ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

รับว่าทั่วราชอาณาจักร

รับงานคดีทั่วประเทศไทย ทุกจังหวัด ซึ่งบางกรณี การเดินทางจะมีค่าใช้จ่ายและค่าที่พัก ซึ่งไม่รวมกับค่าวิชาชีพ อยู่ที่การตกลงระหว่างกัน

ติดต่อทนายได้ตลอดเวลา

หากท่านมั่นใจเรา ตกลงทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ท่านสามารถติดต่อทนายความตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะช่องทาง Line facebook telphone หรือช่องทางอื่น ๆ และพบกันก่อนวันนัดตามหมายของศาล และในวันนัดที่ศาล จนเสร็จสิ้นกระบวนความ

ติดต่อทนายความ
ติดต่อว่าความทั่วราชอาณาจักร รับเป็นที่ปรึกษากฎหมาย เขียนอุทธรณ์ เขียนฎีกา อรรถคดีต่างๆ
https://www.facebook.com/LawFirm.ThaiLawyer
กลุ่มปรึกษาข้อกฎหมาย
มีปัญหาคดีความ ปัญหาข้อกฎหมาย สอบถามปรึกษากลุ่มปรึกษาข้อกฎหมาย
ปรึกษาปัญหาข้อกฎหมาย คดีความ แนวทางต่อสู้คดี ตามแนวฎีกา
สือวิดีโอ
สาระความรู้กฎหมาย สาระบันเทิง เสริมกำลังใจ บทสวดยุค AI (พลังบวก สร้างมงคลชีวิต ตามยุคปัจจุบัน)
https://www.youtube.com/@KitjaLawOffice

รับว่าความทั่วราชอาณาจักร รับเขียนอุทธรณ์ ฎีกา ฯลฯ

ความรู้กฎหมาย แนวคดี แนวฎีกา

การยื่นคำร้องขอคืนของกลาง

ทนายรับว่าความ (คดียื่นคำร้องขอคืนของกลาง) ทั่วราชอาณาจักร
ทนายความรับคดียื่นคำร้องขอคืนของกลาง หาทนายช่วยดำเนินคดี รักษาผลประโยชน์ ต่อสู้คดี ฟ้องคดี คดีขอคืนของกลาง ยินดีให้คำปรึกษา
สิทธิในการดำเนินการทางศาลของผู้ร้อง (คดีขอคืนของกลาง)
เมื่อเป็นความตัวความสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาได้ด้วยตนเอง หรือ จะว่าจ้างทนายเพื่อยื่นคำร้องขอคืนของกลางให้ก็ได้
การยื่นคำร้องขอคืนของกลาง เรื่องที่เหมือนง่าย แต่ไม่ง่าย?
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 33 ในการริบทรัพย์สิน นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สินดังต่อไปนี้อีกด้วย คือ
(1) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ
(2) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด


วรรคสอง เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด

มาตรา 36 "ในกรณีที่ ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สิน ตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของแท้จริงว่าผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน แต่คำเสนอของเจ้าของแท้จริงนั้นจะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด"
** คือ ยื่นได้ตลอด อยู่ในช่วงไม่เกิน 1 ปี ตั้งแต่คำพิพากษาถึงที่สุด นับวันไป ครบ 1 ปี (หากเกินระยะเวลานี้ ก็หมดสิทธิ์) --- อ่านแล้วเข้าใจยาก ผู้มาปรึกษาบางท่ายบอกว่ายื่นนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

การยื่นคำร้องขอคืนของกลาง หากตั้งต้นผิด ก็ไม่ได้ของกลางคืน หรือได้คืนช้าไปอีก ตามหลักกฎหมายมีแนวทาง อย่างไร?

คำแนะนำเบื้องต้น

กรณีคดีอยู่ในชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ
1.กรณีที่คดีอยู่ในระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวน
2.หากสำนวนการสอบสวนได้ส่งไปยังพนักงานอัยการแล้ว ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการ

** จริงๆ หากเป็นไปได้ ควรจะยื่น ให้จบเสร็จสิ้น ขอคืนของกลาง ตั้งแต่ชั้นนี้ (ทำด้วยตนเอง โดยเอาหลักฐานกรรมสิทธิ์ มาประกอบคำร้อง) **
3. ขอคืนได้ตลอดเวลาเลยตั้งแต่เริ่มทรัพย์สินถูกยึด จนกระทั่งมีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว

ดุลยพินิจในการให้คืน

การสั่งคืนสิ่งของจะต้องไม่กระทบถึงการใช้สิ่งของนั้นเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในภายหลัง
ในการพิจารณาคำร้อง ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี คำนึงถึงเหตุ ดังต่อไปนี้
(1) เหตุผล ความจำเป็น และความเร่งด่วนที่ต้องนำสิ่งของไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์
(2) ความเสี่ยงภัยหรือเสี่ยงต่อความเสียหาย สูญหาย ถูกทำลาย ปลอม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง ที่อาจเกิดกับสิ่งของที่จะนำไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์
(3) ความน่าเชื่อถือของหลักประกัน
(4) ความน่าเชื่อถือของผู้ที่จะนำสิ่งของไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์
(5) ระยะเวลาที่จะนำสิ่งของไปดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์
(6) คำคัดค้านของผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามข้อ 1 วรรคหนึ่ง คำคัดค้านของผู้ต้องหา หรือคำคัดค้านของผู้เสียหาย
(7) พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดี

กรณีคดีอยู่ในชั้นศาล
• กรณีคดีอยู่ในชั้นศาลแล้ว จะยื่นคำร้องได้ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งให้ริบแล้ว

• กรณีคดีอยู่ในชั้นศาลแล้ว ยื่นคำร้องไปก่อน ศาลก็อาจจะสั่งยก หรือสั่งรอ ไว้สั่งตอนทำคำพิพากษา ก็ได้


ขอคืนได้ตอนไหน
• ขอคืนได้ตลอดเวลาเลยตั้งแต่เริ่มทรัพย์สินถูกยึด จนกระทั่งมีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว เมื่อมีการฟ้องคดีแล้ว จะยื่นคำร้องได้ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งให้ริบแล้ว

หลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้อง (เบื้องต้น)
1. จะต้องไม่ใช่เป็นของที่เป็นความผิดในตัวเอง (เช่น ยาเสพติด ปืนเถือน ระเบิด)
ขอคืนได้เฉพาะสิ่งของที่ใช้ในการกระทำความ หรือได้มาโดยการกระทำความผิด (ไม่ใช่ทรัพย์ของจำเลย)

2. คนที่ขอคืนต้องเป็นเจ้าของที่แท้จริง (เจ้าของกรรมสิทธิ์ ดูหลักกฎหมายเรื่องกรรมสิทธิ์)
2.1 คดีส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์

กรณีซื้อขายกับบุคคลทั่วไป
• กรรมสิทธิ์ : จะอยู่ที่ผู้ขายจนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมขนส่งทางบก
• การโอนกรรมสิทธิ์ : แม้คุณจะจ่ายเงินและรถส่งมอบให้แล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ไปดำเนินการโอนที่กรมขนส่ง กรรมสิทธิ์ก็ยังเป็นของผู้ขาย (ตามกฎหมาย กรรมสิทธิ์จะโอนเมื่อมีการส่งมอบรถ หากมีเงื่อนไขจะโอนเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข)
ปัญหาคือ ทำสัญญาญซื้อขายกันไว้ (หาหลักฐานมายื่นคำร้องเพื่อเอารถคืน) แต่ความเป็นจริงตอนครอบครองรถ จำเลยครอบครองกระทำความผิด = ไม่ได้ส่งมอบ (ลืมคิด คิดชั้นเดียว)

2.2 คนที่จะขอคืนได้จะต้องมีหลักฐานมาแสดงว่าตนเองเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าว ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลย

3. ไม่มีส่วนรู้เห็น หรือยินยอม ในการกระทำผิด
คนที่จะขอคืนจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอว่าจำเลยเอาทรัพย์สินของตนเอง (ของเจ้าของกรรมสิทธิ์) ไปกระทำความผิด โดยพนักงานหรือตนเองไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ ร่วมกันกับการกระทำความผิดของจำเลยเลย หรือ ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้จำเลยเอาไปใช้กระทำความผิด

4. ต้องยื่นภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด (ไม่ใช่ยื่นนับแต่วันที่มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุด นับต่อไปอีก 1 ปี)

5. เมื่อยื่นแล้วศาลก็จะไต่สวนคำร้อง ฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วก็จะมีคำสั่งต่อไป

6. คำสั่งศาล สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ ตามกฎหมาย

กรณีซื้อขายเช่นเช่าซื้อ , ลิสซิ่ง
1. ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อ ชำระราคาครบถ้วน เหลือขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ (แต่จำเลยเอารถไปกระทำผิด) (ฎีกาที่ 1442/2564)

2. ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อกับบุคคลทั่วไป (ส่วนมากจะหาทางออกแนวทางนี้ ซึ่งเป็นแบบผิดๆ โดยอ้างว่าผู้ร้องซื้อขายรถกันแล้ว จ่ายเงินสด ไม่โอน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อ้างนาย ก. นาย ข. มาเป็นพยาน ฯลฯ)

แนวทางคดีขอคืนของกลางเกี่ยวกับรถยนต์
1. ชำระครบงวด = มีเพียง...สิทธิเรียกร้อง
• ผู้เช่าซื้อที่ชำระครบมีสิทธิเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ (เท่านั้น ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์)
หรือ ผู้ทำสัญญาซื้อขาย ตามสัญญา (เจตนาทำไว้เพื่อไปยื่นศาล *คำตอบ ไม่ได้ ไม่เพียงพอ) เพียงแค่มีสิทธิเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ เท่านั้น (ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์)

2. ประเด็นสำคัญที่ “เจตนาโอน” (เอกสารประกอบการยื่นคำร้อง)
• แม้จะชำระเงินครบถ้วนแล้ว แต่หากไม่มีการแสดงเจตนาโอนจากเจ้าของเดิม ก็ยังไม่อาจถือว่า "ผู้เช่าซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์" ตามกฎหมาย
• เอกสารที่ถือเป็นหลักฐานการแสดงเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ เช่น
• ชุดโอนลอย
• หนังสือมอบอำนาจ
• สำเนาบัตร ปชช. + ทะเบียนบ้านเจ้าของเดิมประกอบ

ตามแนว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1283/2530

• **** ประเด็น คดีอยู่ในชั้นตำรวจ*** ชั้นอัยการ ชั้นศาล จะไปโอนกันตามสัญญาซื้อขายที่แท้จริง ได้หรือไม่ ... คำตอบ ถ้าไม่มีคำสั่งยึด อายัด ห้ามจำหน่าย จ่าย โอน ก็โอนกันไปตามสัญญา (แต่โดยหลัก มีคำสั่งห้าม).... จะต้องตรวจดูเอกสาร คำสั่งเป็นสำคัญ (ตอบไม่ได้ ต้องตรวจสำนวนคดีว่ามีแนวทาง หรือไม่) แต่โดยหลักไม่ได้ ****

หลักการโอนรถยนต์

การซื้อขายต้องนำรถไปที่สำนักงานขนส่งด้วย เพื่อตรวจสภาพรถ ตรวจสอบเลขตัวถังและสภาพให้ตรงกับเอกสาร ยกเว้นในกรณีที่โอนปิดบัญชีจากผู้ให้เช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) ไปยังผู้เช่าซื้อ จะไม่ต้องตรวจสภาพรถ ดังนั้น จึงไม่สามารถโอนได้โดยสภาพภายหลังการยึดทรัพย์ที่ใช้กระทำความผิด

ขั้นตอนที่ต้องนำรถไป : การโอนเปลี่ยนเจ้าของ (รถมือสอง หรือโอนให้ผู้อื่น) ต้องนำรถไปที่สำนักงานขนส่งเพื่อ ตรวจสภาพรถ ก่อน ดังนั้น จึงไม่สามารถโอนได้โดยสภาพภายหลังการยึดทรัพย์ที่ใช้กระทำความผิด

ขั้นตอนที่ไม่ต้องนำรถไป : การโอนแบบปิดบัญชีจากผู้ให้เช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) ไปยังผู้เช่าซื้อ ไม่ต้องนำรถไปตรวจสภาพ (มีแนวฎีกา อยู่แล้วว่า ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้เช่าซื้อ ผู้ร้องผู้เช่าซื้อขอคืนได้ หากจำเลยนำรถไปกระทำความผิด

การตรวจสภาพ: รถจะต้องถูกนำไปที่สถานตรวจสภาพรถของสำนักงานขนส่งเพื่อตรวจเช็กว่าเลขตัวถังถูกต้องและสภาพรถตรงกับที่ระบุในคู่มือจดทะเบียน

กรณีที่ไม่ไปเอง: หากผู้โอนหรือผู้รับโอนไม่สามารถไปเองได้ สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนได้

หมายเหตุ กรณีรถไถ เป็นเครื่องจักร จดทะเบียนเป็นรถเกษตร ถ้าเปลี่ยนมือ ถ้าเปลี่ยนเจ้าของย้ายข้ามจังหวัดต้องเอามาตรวจสภาพ ที่ขนส่งจดทะเบียน

• กรณีจดทะเบียน เอาเล่ม+สำเนาที่ดิน 2 ไร่ขึ้นไป หรือสมุดเกษตรกร (ถ้าไม่มีจะเป็นรถไถรับจ้าง ภาษีแพงกว่า) ผลไม่ต่างกัน

• ต้องเอารถไถ ไปจดด้วยหรือไม่ ต้องติดต่อสอบถามขนส่งแต่ละจังหวัดดู เพราะข้อมูลแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

• การจดทะเบียนรถไถนาต้องยื่นคำขอที่สำนักงานขนส่ง พร้อมหลักฐาน เช่น บัตรประชาชน, หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (กรรมสิทธิ์ ตกเป็นของผู้ซื้อตั้งแต่ซื้อขายเสร็จเด็ดขาด หรือชำระคาครบถ้วน)
กรรมสิทธิ์ในรถไถนาจะเกิดขึ้นเมื่อ ผู้ซื้อได้ชำระเงินครบถ้วน หากซื้อขายสดจะได้รับทันที แต่หากเป็นการเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์จะยังเป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าจะผ่อนชำระครบตามสัญญา วิธีการได้กรรมสิทธิ์ในรถไถนา
• การซื้อขายปกติ:เมื่อผู้ซื้อชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว (ซื้อขายระหว่างบุคคล) จะได้กรรมสิทธิ์ในรถไถนาทันที

**** ดังนั้น กรณีถูกยึดรถไถ ก็ใช้หลัก กรรมสิทธิ์ผู้ซื้อชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว จะได้กรรมสิทธิ์ในรถไถนาทัน ในการให้เหตุผล ยื่นคำร้องขอคืนของกลาง

• มีแนวทาง ประเด็นหลักๆ คือ อ้างว่าซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์โอน + แนบหลักฐานการแสดงเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ *** ไม่ใช่อ้างหลักฐานการโอนเงิน หรืออ้างว่าจ่ายสด เพียงอย่างเดียว...

ความเห็นแนวทาง อื่นๆ (เทียบเคียงแนวฎีกาที่ 1442/2564) เช่น
• การขอคืนของกลางในกรณีซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โอนไปยังผู้ซื้อ แล้วตั้งแต่ตอนที่ตกลงซื้อขายกัน แม้ว่าจำเลยจะเป็นผู้ครอบครองในตอนแรก และแม้ว่าทรัพย์สินนั้นจะยังไม่ได้มีการชำระราคาครบถ้วนก็ตาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1442/2564
ผู้ร้องและจำเลยตกลงซื้อขายรถกระบะของกลาง โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขที่จำเลยต้องชำระราคาให้ครบถ้วนก่อน จึงจะได้กรรมสิทธิ์รถกระบะของกลาง การซื้อขายรถกระบะดังกล่าวจึงเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ซึ่งกรรมสิทธิ์ในรถกระบะของกลางย่อมโอนไปยังจำเลยตั้งแต่ขณะที่ตกลงซื้อขายกัน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 458 แม้จำเลยจะยังไม่ได้ชำระราคารถดังกล่าว ทั้งนี้เพราะการชำระราคาหรือไม่ เป็นเรื่องของการชำระหนี้แต่ไม่ใช่เงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ เพียงแต่หากจำเลยไม่ชำระราคาตามที่ตกลงกันไว้ ผู้ร้องก็ชอบที่จะฟ้องเรียกร้องจากจำเลยได้เป็นอีกคดีต่างหากต่อไป และถึงแม้ผู้ร้องมีชื่อในรายการจดทะเบียนว่าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะของกลาง ซึ่งตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 17/1 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นสันนิษฐานเด็ดขาด เมื่อการตกลงซื้อขายรถกระบะของกลางไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ จำเลยจึงได้รับกรรมสิทธิ์ในรถกระบะของกลาง ผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถกระบะของกลางที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถกระบะดังกล่าวได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 328/2563 (หน้า 262 เล่มที่ 2)
คดีร้องขอคืนของกลางมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในกากระทำความผิดหรือไม่ แต่ประเด็นที่ผู้ร้องฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์บรรยายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทรัพย์ของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องยกขึ้นต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องจะยกขึ้นมาว่ากล่าวในชั้นร้องขอคืนของกลางไม่ได้
ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความในคดีร้องขอคืนของกลางซึ่งแม้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา แต่ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 252 บัญญัติไว้มิให้เรียก ผู้ร้องจะต้องนำมาวางตามคำสั่งศาล

คำพิพากษาฎีกาที่ 13/2565
การขอคืนของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทําความผิดย่อมมีสิทธิขอคืน ต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถกระบะของกลางเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561 จําเลยย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 จําเลยไม่ได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในเวลาที่ขยายไว้ สิทธิที่ผู้ร้องจะขอคืนของกลางต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด จึงต้องนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ผู้ร้องมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอคืนรถกระบะของกลางเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 จึงเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา36

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5994/2550
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลคืนรถยนต์บรรทุกของกลางและขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราว และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีที่ร้องขอคืนของกลางออกจากสารบบความโดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่และขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เพราะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องอีก กรณีต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 196 ที่ห้ามผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี.
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดีโดยผู้ร้องยินยอมให้หลักประกัน
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลางผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบสี่ ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องที่ขออนุญาตนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดี
วันนัดไต่สวนโจทก์คัดค้านว่า โจทก์มีความจำเป็นต้องเก็บรักษารถยนต์บรรทุกของกลางไว้เพื่อประกอบเป็นพยานหลักฐาน และพนักงานสอบสวนดูแลรักษารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นอย่างดี หากเก็บรักษาไว้กับพนักงานสอบสวนจะไม่ได้รับความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายเกินส่วนกับค่าของทรัพย์สิน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคท้าย จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกหกล้อไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีได้ โดยตีราคาหลักประกันไม่น้อยกว่า 500,000 บาท โดยวางข้อกำหนดเงื่อนไขดังนี้
1. ห้ามมิให้ผู้ร้องทำการขาย ให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนด้วยประการใดๆ สำหรับรถยนต์บรรทุกของกลางให้แก่บุคคลภายนอก 2. ผู้ร้องจะต้องใช้ความระมัดระวังสงวนรักษาทรัพย์สินของกลางไว้เสมือนเช่นเคยประพฤติในกิจการของตนเอง 3. ห้ามมิให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางที่ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องนำไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราวนำกลับมาใช้ในการกระทำความผิดอย่างอื่นหรือในลักษณะเดียวกันอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีการชุมนุมคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย - มาเลเซีย ที่บริเวณลานหอยเสียบ ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หากผู้ร้องปฏิบัติผิดข้อกำหนดที่ศาลกำหนดไว้ทั้งหมดหรือบางส่วน ศาลอาจจะพิจารณาเพิกถอนคำสั่งเดิม และจะพิจารณาเกี่ยวกับหลักประกันตามที่ศาลจะเห็นสมควรแก่พฤติการณ์
วันฟังคำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องออกจากสารบบชั่วคราว โดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่และขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 195/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง ให้แก่ผู้ร้องและขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ในระหว่างพิจารณาคดีศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีคำร้องขอคืนของกลางออกจากสารบบความโดยให้รอไว้พิจารณาเมื่อคดีอาญาหมายเลขดำที่ 195/2546 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 8 สิงหาคม 2546 ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปดูแลรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของผู้ร้องเสร็จสิ้นไป เพราะจะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องอีก กรณีต้องด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ห้ามผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีผลให้ผู้ร้องมีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง
พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของผู้ร้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา • มาตรา 196 คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนห้าม มิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้น จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็น สำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย

กรณี ซื้อขายรถ ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2496/2551
ขณะที่ผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางกันจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องและผู้ร้องยังค้างชำระราคาเป็นเงิน 50,000 บาท โดยจำเลยจะส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันที่ได้รับชำระราคาส่วนที่เหลือ จึงเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางยังไม่โอนไปจนกว่าผู้ร้องจะได้ชำระราคาและโอนทะเบียนกัน ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางที่แท้จริง ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36

หลักสังหาริมทรัพย์ กรรมสิทธิ์จะโอนทันทีเมื่อส่งมอบ หรือมีการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแล้ว (ไม่มีการทำอะไรต่อไปอีกแล้ว)
แนวฎีกา ส่งมอบกรรมสิทธิ์ ขายรถยนต์ไปแล้ว แม้ยังชำระราคาไม่ครบถ้วน และยังไม่ได้โอนทางทะเบียนรถยนต์ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อขณะซื้อขายแล้ว เมื่อผู้ขายไปเอารถยนต์จากผู้ซื้อไปโดยทุจริต ย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10314/2553 จำเลยขายรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้เสียหาย โดยส่งมอบการครอบครอง พร้อมใบแทนคู่มือจดทะเบียนกับลงลายมือชื่อในแบบคำขอโอนและรับโอนกับหนังสือมอบอำนาจให้แก่ผู้เสียหาย โดยที่สัญญาจะซื้อขายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ การซื้อขายรถยนต์ของกลางจึงเสร็จเด็ดขาดและกรรมสิทธิ์โอนขณะทำสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 และมาตรา 458 การชำระราคาไม่ครบถ้วนกรณีนี้ไม่เป็นเหตุให้กรรมสิทธิ์ยังไม่ได้โอนแก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงได้กรรมสิทธิ์นับแต่วันทำสัญญา เมื่อสัญญาซื้อขายไม่กำหนดเวลาชำระราคาไว้ ผู้เสียหายจึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระราคา การที่จำเลยเอารถยนต์ของกลางไปจึงไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย และที่จำเลยโทรศัพท์นัดหมายให้ผู้เสียหายนำรถยนต์ของกลางไปห้างที่เกิดเหตุ โดยจำเลยอ้างต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยว่าบัตรจอดรถหายแล้วใช้บัตรจอดรถที่อ้างว่าหายนำรถยนต์ของกลางไปจากความครอบครองของผู้เสียหาย แสดงว่าได้มีการ วางแผนลักทรัพย์รถยนต์ของผู้เสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นขั้นตอน การกระทำของจำเลย เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3010/2532

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 33 (1), 36 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 459

สัญญาซื้อขายรถยนต์มีข้อความว่า ผู้ร้องสัญญาจะโอนรถยนต์ให้ ด. เมื่อได้รับเงินที่ค้างเรียบร้อยแล้ว แสดงว่าคู่สัญญาตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายเมื่อ ด. ผู้ซื้อชำระราคาส่วนที่เหลือแล้ว เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 เมื่อ ด. ยังไม่ได้ชำระราคาที่ค้างแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ขาย กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงยังเป็นของผู้ร้อง จำเลยนำรถยนต์ไปกระทำผิดและถูกศาลสั่งริบเมื่อผู้ร้องพิสูจน์ได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางที่แท้จริง และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยจึงต้องคืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง.

เนื้อหาฉบับเต็ม คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 3 ฐานรับของโจรคนละ 2 ปี และสั่งริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ก-4429 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถยนต์ที่ศาลสั่งริบเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์คันดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลางผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจกับพวกจำเลยในการกระทำผิดคดีนี้ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางได้โอนเป็นของนายดุษฎี บุญพลอย ตั้งแต่วันที่ 26กันยายน 2528 แล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้คืนรถยนต์โฟล์คสวาเกนหมายเลขทะเบียน 3 ก-4429 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางตามสำเนารายการของรถที่จดทะเบียนเอกสารหมาย ร.1 เมื่อวันที่ 26กันยายน 2528 ผู้ร้องได้ขายรถยนต์ของกลางให้แก่นายดุษฎี บุญพลอยไปในราคา 27,000 บาท นายดุษฎีชำระเงิน 19,000 บาท ในวันทำสัญญาและรับรถยนต์ไปแล้วตามเอกสารหมาย ร.2 ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า สัญญาดังกล่าวมีข้อความว่าผู้ขายจะโอนรถยนต์ให้ต่อเมื่อได้รับเงินที่ค้างเรียบร้อยแล้ว การซื้อขายรถยนต์ระหว่างผู้ร้องกับนายดุษฎีจึงเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังเป็นของผู้ร้องจนกว่าจะได้มีการโอนทะเบียน เมื่อนายดุษฎีไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา และผู้ร้องไม่จำต้องโอนทะเบียนรถยนต์ให้ผู้ร้องจึงมีสิทธิมาร้องขอคืนรถยนต์คันดังกล่าวนั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย ร.2 มีข้อความว่า ผู้ขายสัญญาจะโอนรถยนต์3 ก-4429 เมื่อรับเงินที่ค้างเรียบร้อยแล้ว แสดงว่าคู่สัญญาตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายกันต่อเมื่อนายดุษฎีผู้ซื้อได้ชำระราคาส่วนที่เหลืออีก 8,000 บาทแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459ฉะนั้นกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทจึงยังคงเป็นของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่ากรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทโอนไปยังนายดุษฎีผู้ซื้อแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดของจำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ผู้ร้องนำสืบว่าตั้งแต่ส่งมอบรถยนต์ของกลางให้นายดุษฎีผู้ซื้อไป นายดุษฎีก็หายหน้าไป และผู้ร้องไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับรถยนต์คันดังกล่าวอีก จนเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งให้ไปรับรถคืน ผู้ร้องจึงไปขอรับรถยนต์ของกลางคืน ซึ่งพันตำรวจโทปรีชาจินดาวัฒน์ พนักงานสอบสวนได้มาเบิกความยืนยันว่า ผู้ร้องได้นำหลักฐานภาพถ่ายทะเบียนรถและสัญญาจะซื้อจะขายไปแสดงต่อพยาน และพยานได้สอบถามนายดุษฎีแล้ว นายดุษฎีไม่โต้แย้งกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง พยานจึงคืนรถยนต์ให้ผู้ร้องไปเก็บรักษาไว้ เพราะที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารไม่มีที่เก็บ โดยพยานได้ลงบันทึกประจำวันไว้ปรากฏตามเอกสารหมาย ร.3 ประกอบกับโจทก์มิได้สืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของผู้ร้องที่นำสืบมาจึงฟังได้ว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดของจำเลย เมื่อผู้ร้องสามารถพิสูจนได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางที่แท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดของจำเลย จึงต้องคืนรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้อง

พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์ของกลางคันหมายเลขทะเบียน 3 ก-4429กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้ร้อง.

ประเด็น ถ้าชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว แม้ยังไม่โอนทางทะเบียน ...ผู้ให้เช่าซื้อก็ไม่ใช่เจ้าของแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิร้องขอคืนของกลาง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2781/2548
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้องครบทุกงวดแล้วแม้จะชำระค่างวดล่าช้าไม่ตรงกำหนด แต่ผู้ร้องก็รับค่าเช่าซื้อจนครบทุกงวดตามสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ได้บอกเลิกสัญญา ถือว่ากำหนดเวลาชำระเงินไม่เป็นสาระสำคัญ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อของกลางจึงตกเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. ทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 และตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 3 โดยไม่จำต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก่อน แม้ตามข้อ 9 ของสัญญาเช่าซื้อจะให้ผู้ร้องคิดดอกเบี้ยของเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและค่าใช้จ่ายในการไปเก็บเงินดังกล่าวได้ ผู้ร้องก็ต้องไปเรียกร้องเอากับห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. ซึ่งก็ไม่แน่ว่าผู้ร้องจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวได้ตามสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ ทั้งข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เงื่อนไขที่จะไม่ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางตกเป็นสิทธิแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. แม้ผู้ร้องจะยังมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางตามหนังสือแสดงการจดทะเบียน ผู้ร้องก็มิใช่เจ้าของแท้จริง จึงไม่มีสิทธิขอคืนรถยนต์ของกลาง
แต่ถ้าเป็นการซื้อขายที่มีเงื่อนไขในการให้ชำระราคาไปให้ครบก่อน กรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ผู้ซื้อมาร้องขอคืนได้

ประเด็น การซื้อขายกันเสร็จเด็ดขาด** ชำระราคารถยนต์ของกลางครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์ของกลางแล้ว ก่อนวันที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2558
คดีหลักโจทก์บรรยายฟ้องว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามกฎหมาย รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คดีนี้จึงมิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แต่เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน เมื่อผู้ร้องและ ว. ตกลงซื้อขายรถยนต์ของกลาง โดย ว. ชำระราคารถยนต์ของกลางครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์ของกลางแล้วก่อนวันที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด จึงเป็นการซื้อขายกันเสร็จเด็ดขาด ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 458 กรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางตกไปเป็นของ ว. แล้ว นับแต่วันที่ผู้ร้องและ ว. ตกลงซื้อขายรถยนต์ของกลางกัน แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนจากชื่อผู้ร้องเป็นชื่อ ว. การซื้อขายก็สมบูรณ์เพราะรายการจดทะเบียนมิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ดังนี้ ขณะเกิดเหตุผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง • ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง, ม. 225
• ป.อ. ม. 36
• ป.พ.พ. ม. 458
• พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 15

ประเด็น เจ้าของที่แท้จริงมาร้องขอได้ แม้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาให้ริบก่อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 604/2514
ในคดีอาญาที่โจทก์มีคำขอให้ริบของกลางนั้น เจ้าของทรัพย์สินของกลางจะมีคำเสนอหรือคำร้องต่อศาลชั้นต้นในระหว่างพิจารณาคดีนั้นก็ได้ ซึ่งศาลชั้นต้นจำต้องรับคำเสนอหรือคำร้องนั้นไว้เพื่อพิจารณาและวินิจฉัยต่อไปตามมาตรา 33 วรรคท้าย หรือมาตรา 34 ในกรณีที่ศาลได้สั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือ 34 แล้วเจ้าของอันแท้จริงมีสิทธิที่จะทำคำเสนอต่อศาลตามมาตรา 36 ไม่ว่าคดีจะถึงที่สุดหรือไม่ก็ตามและ ถ้าปรากฏตามคำเสนอดังกล่าวว่าเจ้าของอันแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น ศาลก็ต้องสั่งให้คืนทรัพย์สินแก่เจ้าของอันแท้จริงถ้าทรัพย์นั้นยังคงมีอยู่แต่คำเสนอนี้จะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเท่านั้น แต่ศาลชั้นต้นจะสั่งคืนของกลางได้ ต้องได้ความเสียก่อนว่าคดีหลักนั้นศาลใดศาลหนึ่งได้สั่งให้ริบของกลางแล้ว

ในคดีอาญาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ชั้นขอคืนของกลาง กรณีผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนก่อนวันยื่นคำร้องขอคืนของกลางมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้คืนรถคันที่เช่าซื้อของกลางหรือไม่ (ฎ.7630/2562 ฎีกาขอคืนรถไถ)
คำพิพากษาฎีกาที่ 7630/2562

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบรถแทรกเตอร์ 2 คัน ของกลาง
ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์ 2 คัน หมายเลขทะเบียน ตค 1939 สุพรรณบุรี และหมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี ของกลาง ซึ่งได้ให้นาย บ. เช่ามีกำหนดเวลา 3 ปี แต่ต่อมานาย บ. นำรถแทรกเตอร์ทั้งสองคันของกลางไปให้จำเลยที่ 1 เช่าช่วงโดยผู้ร้องไม่ทราบเรื่องและไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยทั้งสองจะนำรถแทรกเตอร์ของกลาง ไปใช้ในการกระทำความผิด ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองและไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยทั้งสองจะกระทำความผิด ทั้งผู้ร้องได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดคดีนี้ ขอให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางแก่ผู้ร้อง
โจทก์ยื่นคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์ของกลางที่ศาลสั่งริบ อีกทั้งผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง การยื่นคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้คืนรถแทรกเตอร์ หมายเลขทะเบียน ตค 1939 สุพรรณบุรี และหมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี ของกลาง แก่ผู้ร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 เจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสอง พร้อมยึดรถแทรกเตอร์ หมายเลขทะเบียน ตค 1939 สุพรรณบุรี และหมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางป่า ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และยึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง และสั่งริบรถแทรกเตอร์ของกลางทั้งสองคัน คดีถึงที่สุดแล้ว ขณะเกิดเหตุผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี ของกลาง และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค 1939 สุพรรณบุรี ของกลาง แต่ขณะยื่นคำร้องคดีนี้ผู้ร้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์ของกลางทั้งสองคัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ผู้ร้องซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นผู้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้คืนรถแทรกเตอร์ของกลางคันดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ผู้เช่าซื้อทรัพย์ที่ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนก่อนวันยื่นคำร้องขอคืนของกลางเป็นเจ้าของแท้จริงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางโดยไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นเจ้าของแท้จริงในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี จากบริษัท อ. ต่อมาบริษัท อ. โอนกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี ให้แก่ผู้ร้อง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ดังนั้นขณะยื่นคำร้อง ผู้ร้องเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลาง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี ของกลาง ส่วนปัญหาว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องให้นาย บ. เช่ารถแทรกเตอร์ 2 คัน ของกลาง แล้วนาย บ. นำรถแทรกเตอร์ดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 1 เช่าอีกทอดหนึ่งโดยผู้ร้องไม่ทราบ โดยผู้ร้องอ้างตนเองเป็นพยานและมีนาย บ. เป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับการทำสัญญาเช่าระหว่างผู้ร้องกับนาย บ. ทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 ผู้ร้องให้นาย บ. เช่ารถแทรกเตอร์ 2 คัน ดังกล่าวมีกำหนดเวลา 3 ปี อัตราค่าเช่าปีละ 300,000 บาท ตกลงชำระค่าเช่าปีละ 1 ครั้ง ตามสำเนาสัญญาเช่าเอกสารหมาย ร.4 นาย บ. ชำระค่าเช่างวดแรกเป็นเงิน 300,000 บาทให้แก่ผู้ร้องในวันทำสัญญาแล้ว และนาย บ. เบิกความเกี่ยวกับการทำสัญญาเช่าระหว่างนาย บ. กับจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 พยานให้จำเลยที่ 1 เช่ารถแทรกเตอร์ 2 คันดังกล่าวมีกำหนดเวลา 2 ปี อัตราค่าเช่าปีละ 320,000 บาท โดยพยานไม่เคยแจ้งให้ผู้ร้องทราบ นอกจากนี้ผู้ร้องมีนาย ช. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับการทำสัญญาเช่ารถแทรกเตอร์ 2 คัน ของกลาง ระหว่างผู้ร้องกับนาย บ. ทำนองเดียวกับผู้ร้องและนาย บ. โดยนาย ช. อ้างว่าผู้ร้องขอให้พยานไปเป็นพยานในการทำสัญญาเช่าดังกล่าว เห็นว่า แม้ผู้ร้อง นาย บ. และนาย ช. เบิกความตอบทนายผู้ร้องตรงกันว่า นาย บ. ชำระค่าเช่างวดแรก 300,000 บาท ให้แก่ผู้ร้องในวันทำสัญญา แต่นาย บ. เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า การชำระค่าเช่ารถแทรกเตอร์ทั้งสองคันแก่ผู้ร้องจะชำระเป็นเงินสดแบ่งจ่ายเป็น 2 งวดต่อปี ซึ่งแตกต่างจากที่ผู้ร้อง นาย บ. และนาย ช. เบิกความตอบทนายผู้ร้อง นอกจากนี้ยังได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุพรรณบุรีว่า จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติว่า จำเลยที่ 1 เช่ารถแทรกเตอร์ 2 คัน ของกลาง จากผู้ร้องในอัตราค่าเช่าปีละ 50,000 บาท ซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบทั้งในส่วนที่ว่าจำเลยที่ 1 เช่ารถแทรกเตอร์ 2 คัน ของกลางมาจากผู้ใด และเช่าในราคาเท่าใด ทั้งยังปรากฏตามบันทึกจับกุม/ตรวจยึดเอกสารหมาย ค.1 ว่า เมื่อถูกจับกุมจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมในวันที่ถูกจับกุมว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างขับรถแทรกเตอร์ให้เถ้าแก่ และให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ถูกจับกุมว่า จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ และขอให้การในชั้นพิจารณาของศาล ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เอกสารหมาย ค.5 โดยมิได้ให้ถ้อยคำว่าจำเลยที่ 1 เช่ารถแทรกเตอร์ 2 คัน ของกลางมาแต่อย่างใด แต่จำเลยที่ 1 เพิ่งให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2559 ว่า จำเลยที่ 1 เช่ารถแทรกเตอร์ 2 คัน ของกลางมาจากนาย บ. หลังจากผู้ร้องและนาย บ. เข้าให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2559 และวันที่ 7 กรกฎาคม 2559 ตามลำดับว่า ผู้ร้องให้นาย บ. เช่ารถแทรกเตอร์ 2 คัน ของกลาง แล้วนาย บ. ให้จำเลยที่ 1 เช่ารถแทรกเตอร์ดังกล่าวไปอีกทอดหนึ่ง บ่งชี้ว่าน่าจะมีการแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการขอรถแทรกเตอร์ 2 คัน ของกลางคืน ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.


****************

🚨 ปรึกษาทนาย

🚨คำถาม ปรึกษาทนาย บริษัทไฟแนนซ์เจ้าของรถที่ให้เช่าซื้อรถยนต์ที่ถูกยึดเป็นของกลาง🚗 ขอคืนรถโดยอ้างว่าไม่รู้เห็นเป็นใจ ได้หรือไม่?
. คำตอบ มีแนวฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

ฎีกาที่ 11066/2555 🚨 (เรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต)
หลักการ: ศาลอาจปฏิเสธการคืนของกลางได้ หากพฤติกรรมของผู้ร้องมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เช่น บริษัทไฟแนนซ์เจ้าของรถที่ให้เช่าซื้อรถยนต์ที่ถูกยึดเป็นของกลาง พยายามขอคืนรถโดยอ้างว่าไม่รู้เห็นเป็นใจ แต่ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้เช่าซื้อที่ต้องการได้รถคืนและผ่อนชำระต่อให้ครบ

****
ฎีกาที่ 7630/2562 (เรื่องผู้ให้เช่า/เช่าซื้อ 🚨):
หลักการ: ในกรณีที่เจ้าของทรัพย์ให้ผู้อื่นเช่าหรือเช่าซื้อ (เช่น รถแทรกเตอร์) และผู้เช่านำไปใช้กระทำความผิด เจ้าของทรัพย์ต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำความผิด และไม่ทราบเรื่องหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้เช่าจะนำไปใช้ในทางที่ผิด ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์อย่างละเอียด เช่น การดูแลเอาใจใส่ การตักเตือน หรือการปล่อยปละละเลย

****

🚨คำถาม แนวคดี ขอคืนของกลาง กรณีจะอ้างการซื้อขายกันเสร็จเด็ดขาด มีหลักกฎหมาย แนวฎีกาอย่างไร?
คำตอบ มีแนวฎีกาวินิจฉ้ยไว้ดังนี้
🚨 ชำระราคารถยนต์ของกลางครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์ของกลางแล้วก่อนวันที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด จึงเป็นการซื้อขายกันเสร็จเด็ดขาด ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 458
----------------
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2558 คดีหลักโจทก์บรรยายฟ้องว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามกฎหมาย รถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คดีนี้จึงมิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แต่เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน เมื่อผู้ร้องและ ว. ตกลงซื้อขายรถยนต์ของกลาง โดย ว. ชำระราคารถยนต์ของกลางครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์ของกลางแล้วก่อนวันที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด จึงเป็นการซื้อขายกันเสร็จเด็ดขาด ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 458 กรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางตกไปเป็นของ ว. แล้ว นับแต่วันที่ผู้ร้องและ ว. ตกลงซื้อขายรถยนต์ของกลางกัน แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนจากชื่อผู้ร้องเป็นชื่อ ว. การซื้อขายก็สมบูรณ์เพราะรายการจดทะเบียนมิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ดังนี้ขณะเกิดเหตุผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง
****


คำถาม 🚨 ประเด็นโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ภายหลังจำเลยกระทำความผิดได้หรือไม่
คำตอบ คดีนี่้จําเลยทั้งสองกระทําความผิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์ หมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี จากบริษัท อ. ต่อมาบริษัท อ. โอนกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี ให้แก่ผู้ร้อง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 (ฎีกาที่ 7630/2562 ประชุมใหญ่)

***************************
ผู้ร้องจะต้องเป็นเจ้าของแท้จริงในขณะยื่นคำร้อง 🔥🔥🔥 (เน้น** ในขณะยื่นคำร้อง)

เดิมศาลฎีกาวางแนวคำวินิจฉัยไว้ว่า ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 หมายถึง เจ้าของทรัพย์สินขณะที่มีการกระทําความผิด มิใช่เจ้าของทรัพย์สินหลังการกระทําความผิด (คำพิพากษาฎีกาที่ 8169/2547 ,11277/2553, 797/2558)

คำพิพากษาฎีกาที่ 11277/2553 ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 หมายถึง เจ้าของทรัพย์สินขณะที่มีการกระทําความผิดมิใช่เจ้าของทรัพย์สินหลังการกระทําความผิด คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางจากผู้ให้เช่าซื้อตั้งแต่ก่อนศาลชั้นต้นสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ผู้ร้องรับโอนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางภายหลังเวลาที่จําเลยกระทําความผิดและศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา คำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นอันถึงที่สุด และกรรมสิทธิ์ ในรถจักรยานยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง

ท่านอาจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ ได้หมายเหตุท้ายคำพิพากษาฎีกาที่ 1819/2546 ว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ให้สิทธิแก่บุคคลภายนอกที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงยื่นคำร้องต่อศาลขอคืนทรัพย์สินที่ศาลพิพากษาให้ริบได้ เมื่อผู้ร้องซื้อ ทรัพย์สินประเภทสัญญาเช่าซื้อจาก ปรส. ก่อนคดีถึงที่สุด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืน รถยนต์ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 3829/2542, 1007/2543) แต่เจ้าของที่แท้จริง ที่จะได้รับคืนทรัพย์ต้องเป็นผู้ที่มิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทําผิดซึ่งต้องพิจารณาว่าผู้โอน รู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ ถ้าผู้โอนไม่รู้เห็นเป็นใจผู้รับโอนก็มีสิทธิได้รับทรัพย์คืน หรือผู้โอน รู้เห็นเป็นใจแต่ผู้รับโอนไม่รู้เห็นเป็นใจ ก็ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์คืน

ต่อมามีคดีขึ้นมาที่ศาลฎีกาในประเด็นว่า “ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในขณะยื่นคำร้อง แต่ขณะจําเลยกระทําความผิดยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืน ของกลางหรือไม่”
ศาลฎีกาได้พิจารณาถึงหลักการในการริบของกลางตามบทบัญญัติมาตรา 33 วรรคสอง และมาตรา 34 วรรคสอง ที่ว่า “เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทําความผิด” ซึ่งสอดคล้องกับหมายเหตุท้ายฎีกาของท่านอาจารย์ไพโรจน์ ประกอบกับเหตุผลในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12315/2558 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “การริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาประการหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 18 (5) ดังนั้น การริบทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่มิได้กระทําผิด ย่อมมีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทําความผิด ซึ่งกระทํามิได้” ศาลฎีกาจึงพิจารณาตามข้อเท็จจริง หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริงในขณะยื่นคำร้องและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทําความผิด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอคืนของกลางได้ และศาลจะสั่งคืนของกลางให้แก่ผู้ร้อง (คำพิพากษาฎีกาที่ 6729/2562)

หลังจากนั้นก็มีข้อโต้แย้งกันว่าศาลฎีกาควรยึดถือแนวคำพิพากษาฎีกาเดิมที่ว่า “ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 หมายถึง เจ้าของทรัพย์สินขณะที่มีการกระทําความผิด” หรือควรยึดถือแนวคำวินิจฉัยในคำพิพากษา ฎีกาที่ 6729/2562 ที่ว่า “ผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์ในขณะยื่นคำร้องมีสิทธิที่จะร้องขอคืน ของกลางได้" ท่านประธานศาลฎีกาให้นําปัญหานี้เข้าพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาถือแนวตามคำวินิจฉัยใน คำพิพากษาฎีกาที่ 6729/2562 คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 7630/2562 ประชุมใหญ่

คำพิพากษาฎีกาที่ 7630/2562 ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า ผู้เช่าซื้อทรัพย์ที่ชําระค่าเช่าซื้อครบถ้วนก่อนวันยื่นคำร้องขอคืนของกลาง เป็นเจ้าของแท้จริง ตาม ป.อ. มาตรา 36 มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลาง โดยมิต้องพิจารณาว่าเป็นเจ้าของแท้จริงในขณะกระทําความผิดหรือไม่

. ข้อสังเกต ศาลฎีกาพิจารณาว่าในขณะยื่นคำร้อง ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริง หรือไม่ ถ้าผู้ร้องได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ศาลมีคำสั่งให้ริบจากเจ้าของเดิมก่อนคดีถึงที่สุด ถือว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่แท้จริง และยังอยู่ในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1819/2546,3829/2542) แต่ผู้ร้อง ต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทําความผิด ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ศาลจะมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จําเลยทั้งสองกระทําความผิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2559 ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อรถแทรกเตอร์ หมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี จากบริษัท อ. ต่อมาบริษัท อ. โอนกรรมสิทธิ์รถแทรกเตอร์หมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี ให้แก่ผู้ร้อง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ดังนั้น ขณะยื่นคำร้องผู้ร้อง เป็นเจ้าของทรัพย์ของกลาง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถแทรกเตอร์ หมายเลขทะเบียน ตค 6383 สุพรรณบุรี ของกลาง แต่ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย ในการกระทําความผิดของจําเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน

กฎหมายอาญา มาตรา 1 - 58 , 107 – 208 อ.อุทัยฯ คำบรรยาย เนติ สมัยที่ 78

แนวทางคดี 🚨🚨
1. 🚗 เจ้าของทรัพย์ต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำความผิด และไม่ทราบเรื่องหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้เช่าจะนำไปใช้ในทางที่ผิด
2 ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์อย่างละเอียด เช่น การดูแลเอาใจใส่ การตักเตือน หรือการปล่อยปละละเลย


วิธีการแนวทางคดี

1. ต้องคัดถ่ายคำฟ้อง , คำพิพากษา ในคดีเดิมแนบท้ายคำร้อง (เข้าสำนวน)
2. ต้องส่งหมายให้ โจทก์ และ จำเลย ในคดีเดิมด้วย (คัด ทร 14 / หรือ แถลง โจทก์ จำเลย มีที่อยู่ตามฟ้องไปเลย)
3. การใช้ถ้อยคำในคำร้อง (ให้ดูหลักตามแนวฎีกาประกอบ ..ต้องบรรยายในคำร้องว่า "ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด" มิใช่ บรรยายว่า....ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยในการกระทำความผิด

4. อัยการ (โจทก์) ก็จะยื่นคำคัดค้าน ... / ถามค้าน
5. ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลคืนของกลาง (รถยนต์บรรทุกของกลาง) และ ขอให้ผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปเก็บรักษาไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี (ได้)

6. แนวคดี ดูจากปรากฏตามบันทึกจับกุม/ตรวจยึดเอกสารหมาย ค.1 ว่า เมื่อถูกจับกุมจำเลย ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมในวันที่ถูกจับกุมว่า อย่างไร ... และให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ถูกจับกุมว่า จำเลย ให้การปฏิเสธ และขอให้การในชั้นพิจารณาของศาล..โดยมิได้ให้ถ้อยคำว่าจำเลย เช่ารถแทรกเตอร์ ของกลางมาแต่อย่างใด (หรือขายให้กับใคร ใครคือเจ้าของกรรมสิทธิ์) ไม่สอดคล้องกับ ผู้ร้อง ที่ยื่นเรื่องขอคืนของกลางหรือไม่ // ฎีกานี้ มีการเบิกความขัดแย้ง กัน บ่งชี้ว่าน่าจะมีการแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการขอรถแทรกเตอร์ ของกลางคืน ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย (ฎีกาที่ 7630/2562)

ค่าใช้จ่ายในชั้นยื่นคำร้องขอคืนของกลาง
• การส่งสำเนาคำร้องและหมายนัด มีค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องวางเพื่อใช้ในการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดให้แก่คู่ความในคดีร้องขอคืนของกลาง ..ผู้ร้องจะต้องนำมาวางตามคำสั่งศาล


ตัวอย่างคำร้องขอคืนของกลาง (เฉพาะเนื้อหาคำร้อง)
ข้อ 1.ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ คัน หมายเลขทะเบียน กก 2502 กรุงเทพมหานคร รายละเอียดปรากฎตามสําเนาคู่มือ รายการจดทะเบียนรถยนต์ เอกสารท้ายคําร้องหมายเลข 1

ข้อ 2.คดีนี้ศาลได้มีคําพิพากษาในคดีหมายเลขดําที่....ในความผิดฐาน.... จําเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลมีคําพิพากษาลงโทษจําเลยและริบ รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ คันหมายเลขทะเบียน กก 2502 กรุงเทพมหานคร ฐานที่จําเลยได้ใช้ในการกระทําความผิดตามฟ้องโจทก์ รายละเอียดปรากฎตามสําเนา คําพิพากษาขอศาล เอกสารท้ายคําร้อง หมายเลข 2

ข้อ 3.ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ คันดังกล่าว และผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทําความผิดของจําเลยแต่อย่างใด จําเลย ได้ลักลอบเอากุญแจรถของผู้ร้องไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ร้อง แล้วนําไปก่อ เหตุกระทําความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

ผู้ร้องจึงเรียนมาเพื่อขอศาลได้โปรดไต่สวนคําร้องและมีคําสั่งคืน รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ คันหมายเลขทะเบียน กก 2502 กรุงเทพมหานคร แก่ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงและไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทํา ความผิดด้วย

ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ตัวอย่างแนวทางยื่นคำร้องขอคืนของกลาง อุทธรณ์ขอคืนของกลาง ฎีกาขอคืนของกลาง(เฉพาะหลักกฎหมาย เช่น กรณี อ้างซื้อขายรถไถนากันเอง ระหว่างจำเลย กับผู้ร้อง)
หลักกรรมสิทธิ์
• กรรมสิทธิ์ในรถไถนาตกเป็นของผู้ซื้อตั้งแต่ตอนที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน ไม่ใช่ตอนส่งมอบรถหรือตอนชำระเงิน
เหตุผลตามกฎหมาย
• เรื่องนี้เป็นไปตามหลักของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 ซึ่งระบุว่า: "กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน"
• ดังนั้น เมื่อผู้ร้องและจำเลย ผู้ขายตกลงซื้อขายรถไถนา (ซึ่งถือเป็นสังหาริมทรัพย์) และมีการทำสัญญาซื้อขายเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว กรรมสิทธิ์ก็โอนมาเป็นของผู้รองทันที แม้ว่ารถจะยังอยู่ที่ผู้ขายก็ตาม
ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม • การชำระเงินและการส่งมอบ: การชำระเงินครบถ้วนเป็นการปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาของผู้ซื้อ ส่วนการส่งมอบรถเป็นหน้าที่ของผู้ขายตามสัญญา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่เกี่ยวกับเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายหลัก
• ข้อตกลงเป็นอย่างอื่น: หลักข้างต้นจะใช้ในกรณีที่ไม่ได้มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นในสัญญาซื้อขาย หากในสัญญาของคุณมีเงื่อนไขระบุไว้ชัดเจนว่า "กรรมสิทธิ์จะโอนเมื่อมีการส่งมอบรถแล้ว" หรือ "กรรมสิทธิ์จะโอนเมื่อชำระเงินครบถ้วนแล้ว" (ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับ) กรรมสิทธิ์ก็จะโอนตามเงื่อนไขนั้นๆ
• ความเสี่ยงภัย: เมื่อกรรมสิทธิ์โอนมาเป็นของผู้ร้องแล้ว หากเกิดความเสียหายแก่รถไถนาโดยที่ไม่ได้เกิดจากความผิดของจำเลย (ผู้ขาย) (เช่น เกิดเหตุสุดวิสัย ไฟไหม้ น้ำท่วม) ความเสียหายนั้นมักจะตกเป็นพับ (ภาระ) แก่ผู้ร้อง ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์
• ในกรณีของผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องชำระเงินครบและสัญญาเสร็จเด็ดขาดแล้ว กรรมสิทธิ์เป็นของคุณโดยสมบูรณ์ ผู้ร้องมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ผู้ขายส่งมอบรถไถนาให้ผู้ร้อง ได้ตามกฎหมาย
• ถ้ารถไถถูกยึด เพราะนำไปกระทำความผิดและศาลมีคำสั่งริบ(ไม่สั่งคืน) ผู้ขายไม่สามารถส่งมอบรถไถนาให้ผู้ร้องได้ตามระยะเวลาในสัญญา ผู้ร้องมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ผู้ขายชดใช้ค่าเสียหาย (คืนเงิน) โดยการเลิกสัญญา เรียกค่าเสียหาย ฯลฯ


ค่าทนายคดีขอคืนของกลาง
• ** + ค่าเดินทาง ที่พัก (ถ้ามี)

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย

ปรึกษาปัญหาข้อกฎหมาย แพ่ง อาญา แรงงาน ปกครอง คดีล้มละลาย คดียาเสพติด อรรถคดีต่างๆ
Read more >>
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร

รับว่าความทั่วราชอาณาจักร เชียวชาญทุกคดี อาทิ คดีแพ่ง คดีแบ่งมรดก คดีพินัยกรรมปลอม แบ่งกรรมสิทธิ์ คดีอาญา อาทิ คดีลักทรัพย์ ชิ่งทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยัก ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ปลอมเอกสาร ความผิดต่อตำแหน่งราชการ คดีแรงงาน คดีปกครอง คดีทุจริต อรรถคดีอื่นๆ
Read more >>
งานคดีชั้นอุทธรณ์ ฎีกา

รับงานเขียนอุทธรณ์ ฎีกา คดีแพ่ง อาญา คดีแรงงาน คดีปกครอง อรรถคดีต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร
Read more >>

Legal services cover a wide range of areas including business, family, and litigation. The main services include:


1. Legal Consultation: Providing advice on various laws such as civil, criminal, labor, tax, and business law.


2. Legal Drafting: Preparing contracts (e.g., employment, rental, sale) and legal documents (e.g., complaints, petitions).


3. Litigation Representation: Representing clients in lawsuits, defending their rights in civil, criminal, or labor courts.


4. Negotiation & Mediation: Assisting in dispute resolution through negotiation or mediation to avoid court trials.


5. Real Estate Services: Offering legal advice and handling documents related to real estate transactions, including buying, selling, and leasing property.


6. Business & Corporate Law: Helping with company formation, corporate structuring, and compliance with business regulations.


7. Family Law: Handling divorce, asset division, child custody, wills, and inheritance issues.


8. Labor & Employment Law: Providing guidance on employee rights, employment contracts, workplace disputes, and fair compensation.


9. Criminal Defense: Defending individuals against criminal charges and providing legal representation in criminal cases.


10. Estate Planning & Probate: Assisting with the management and distribution of assets after death, including will preparation and probate proceedings.


These services are essential for protecting legal rights and resolving disputes effectively in both personal and business matters.

Legal services

ยินดีให้คำปรึกษา...

ข้อกฎหมาย ครอบคลุมทุกคดี ทุกปัญหามีทางออกเสมอ.

 

     บริการทางกฎหมายครอบคลุมหลายด้าน เช่น ธุรกิจ ครอบครัว และการฟ้องร้อง บริการหลักๆ มีดังนี้:

 

1. การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย: การให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายแพ่ง, อาญา, แรงงาน, ภาษี และกฎหมายธุรกิจ

 

2. การร่างเอกสารทางกฎหมาย: การจัดเตรียมสัญญาต่างๆ (เช่น สัญญาจ้าง, เช่า, ขาย) และเอกสารทางกฎหมาย (เช่น คำร้องเรียน, คำร้องขอ)

 

3. การเป็นตัวแทนในการฟ้องร้อง: การเป็นตัวแทนของลูกค้าในการฟ้องร้อง คุ้มครองสิทธิในศาลแพ่ง, อาญา หรือแรงงาน

 

4. การเจรจาต่อรองและการไกล่เกลี่ย: การช่วยเหลือในการแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ย เพื่อลดความจำเป็นในการฟ้องร้อง

 

5. บริการด้านอสังหาริมทรัพย์: การให้คำแนะนำและจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย หรือการเช่าอสังหาริมทรัพย์

 

6. กฎหมายธุรกิจและบริษัท: การช่วยจัดตั้งบริษัท การจัดโครงสร้างองค์กร และการปฏิบัติตามกฎหมายธุรกิจ

 

7. กฎหมายครอบครัว : การจัดการเรื่องหย่าร้าง แบ่งทรัพย์สิน การเลี้ยงดูบุตร พินัยกรรม และการสืบทอดมรดก

 

8. กฎหมายแรงงานและการจ้างงาน: การให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิของลูกจ้าง สัญญาจ้างงาน ข้อพิพาทในที่ทำงาน และค่าจ้างที่เป็นธรรม

 

9. การปกป้องทางกฎหมายในคดีอาญา: การปกป้องผู้ถูกฟ้องในคดีอาญาและการให้คำแนะนำด้านการฟ้องร้องคดีอาญา

 

10. การวางแผนมรดกและการพิสูจน์มรดก: การช่วยจัดการและแบ่งทรัพย์สินหลังจากผู้เป็นเจ้าของเสียชีวิต รวมถึงการเตรียมพินัยกรรมและกระบวนการพิสูจน์มรดก

 

บริการเหล่านี้สำคัญในการปกป้องสิทธิทางกฎหมายและการแก้ไขข้อพิพาททั้งในเรื่องส่วนตัวและธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

ยินดีบริการรับว่าความทั่วราชอาณาจักร
สำนักงานทนาย เรามี "ทนายความ" ทนายความเชียวชาญในคดี ทนายความรับงานคดีในกรุงเทพและปริมณฑล และรับงานคดีต่างจังหวัด ทุกจังหวัด หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับคดีความ เช่น คดีแพ่ง คดีอาญา คดีครอบครัว คดียาเสพติด คดีแรงงาน คดีปกครอง คดีอื่นๆ เรามีทีมทนายความมืออาชีพ ในการดูแลคดีของท่าน ในการฟ้องคดี แก้คดี สู้คดี ประนีประนอมยอมความ เขียนอุทธรณ์ เขียนฎีกา รับว่าความทั่วราชอาณาจักร พร้อมทำงาน เดินทางได้ทั่วประเทศ หากมีปัญหาข้อกฎหมาย คดีความ เรามีทนายความที่มีประสบการณ์เฉพาะคดี มากกว่า 10 ปี และเป็นทนายความที่จบเนติบัณฑิตไทย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายเบื้องต้น โดยทนายความที่เชี่ยวชาญในการว่าความ พร้อมให้บริการที่มีคุณภาพและการสนับสนุนทางกฎหมายที่คุณสามารถไว้วางใจได้ ทนายความรับว่าความที่มีประสบการณ์ พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือในทุกเรื่องทางกฎหมายที่คุณต้องการ อาทิเช่น
ทนายความยื่นคำร้องขอตั้งผู้ปกครอง
ทนายปรึกษากฎหมายครอบครัว ทนายความขอให้ศาลแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองเด็ก ,ทนายสู้คดีตั้งเป็นผู้ปกครองเด็ก
ทนายปรึกษากฎหมายค่าอุปการะเลี้ยงดู ทนายความฟ้องชู้ เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู,ทนายอ่างทองสู้คดีฟ้องชู้
ทนายปรึกษากฎหมายมรดก ทนายความคดีมรดก ,ทนายสู้คดีมรดก
ทนายปรึกษากฎหมายที่ดิน ทนายความคดีที่ดิน,ทนายสู้คดีที่ดิน
ทนายปรึกษากฎหมายบัตรเครดิต ทนายความคดีบัตรเครดิต ,ทนายสู้คดีบัตรเครดิต
ทนายปรึกษากฎหมายเช่าซื้อ ทนายความคดีเช่าซื้อรถยนต์,ทนายสู้คดีเช่าซื้อ
ทนายปรึกษากฎหมายฟ้องคดี ทนายความรับฟ้องแพ่ง อาญา อื่นๆ
ทนายปรึกษากฎหมายแนวทางสู้คดี ทนายความปรึกษากฎหมายต่อสู้คดี
ทนายปรึกษากฎหมายแนวทางเขียนคำให้การ ทนายความยื่นคำให้การคดีต่างๆ
ทนายปรึกษากฎหมายเงินกู้ ทนายความคดีเงินกู้,ทนายสู้คดีเงินกู้
ทนายปรึกษากฎหมายผิดสัญญา ทนายความคดีผิดสัญญา,ทนายสู้คดีผิดสัญญา
ทนายปรึกษากฎหมายเช็ค ทนายความคดีเช็คเด้ง,ทนายสู้เช็คเด้ง
ทนายปรึกษากฎหมายซื้อขาย ทนายความคดีซื้อขาย ,ทนายสู้คดีซื้อขาย
ทนายปรึกษากฎหมายคดีเช่า ทนายความคดีเช่า ,ทนายสู้คดีเช่า
ทนายปรึกษากฎหมายก่อสร้าง ทนายความคดีก่อสร้าง ,ทนายสู้คดีรับเหมาก่อสร้าง
ทนายปรึกษากฎหมายคดีรถชน ทนายความคดีรถชน ,ทนายสู้คดีรถชน
ทนายปรึกษากฎหมายแรงงาน ทนายคดีแรงงาน ,ทนายสู้คดีแรงงาน
ทนายปรึกษากฎหมายค้ำประกัน ทนายความคดีค้ำประกัน ,ทนายสู้คดีค้ำประกัน
ทนายปรึกษากฎหมายจำนอง ทนายความคดีจำนอง ทนายที่ดิน
ทนายปรึกษากฎหมายขายฝาก ทนายความคดีขายฝาก ,ทนายสู้คดีขายฝาก
ทนายปรึกษากฎหมายคดีจัดการมรดก ทนายความจัดการมรดก ,ทนายสู้คดีมรดก
ทนายปรึกษากฎหมายคดีแบ่งแยกมรดก ทนายความแบ่งแยกมรดก ,ทนายสู้แบ่งมรดก
ทนายปรึกษากฎหมายที่ดิน ทนายความคดีที่ดิน ทนายความความคดีที่ดิน
ทนายปรึกษากฎหมายคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง
ทนายความรับเขียนทำคำให้การ ทนายความรับเขียนอุทธรณ์ ทนายความความรับเขียนฎีกา

 ทนายรับว่าความจ.กระบี่

 ทนายรับว่าความจ.กรุงเทพ

 ทนายรับว่าความจ.กาญจนบุรี

 ทนายรับว่าความจ.กาฬสินธุ์

 ทนายรับว่าความจ.กำแพงเพชร

 ทนายรับว่าความจ.ขอนแก่น

 ทนายรับว่าความจ.จันทบุรี

 ทนายรับว่าความจ.ฉะเชิงเทรา

 ทนายรับว่าความจ.ชลบุรี

 ทนายรับว่าความจ.ชัยนาท

 ทนายรับว่าความจ.ชัยภูมิ

 ทนายรับว่าความจ.ชุมพร

 ทนายรับว่าความจ.เชียงราย

 ทนายรับว่าความจ.เชียงใหม่

 ทนายรับว่าความจ.ตรัง

 ทนายรับว่าความจ.ตราด

 ทนายรับว่าความจ.ตาก

 ทนายรับว่าความจ.นครนายก

 ทนายรับว่าความจ.นครปฐม

 ทนายรับว่าความจ.นครพนม

 ทนายรับว่าความจ.นครราชสีมา

 ทนายรับว่าความจ.นครศรีธรรมราช

 ทนายรับว่าความจ.นครสวรรค์

 ทนายรับว่าความจ.นนทบุรี

 ทนายรับว่าความจ.นราธิวาส

 ทนายรับว่าความจ.น่าน

 ทนายรับว่าความจ.บึงกาฬ

 ทนายรับว่าความจ.บุรีรัมย์

 ทนายรับว่าความจ.ปทุมธานี

 ทนายรับว่าความจ.ประจวบคีรีขันธ์

 ทนายรับว่าความจ.ปราจีนบุรี

 ทนายรับว่าความจ.ปัตตานี

 ทนายรับว่าความจ.พะเยา

 ทนายรับว่าความจ.พังงา

 ทนายรับว่าความจ.พัทลุง

 ทนายรับว่าความจ.พิจิตร

 ทนายรับว่าความจ.พิษณุโลก

 ทนายรับว่าความจ.เพชรบุรี

 ทนายรับว่าความจ.เพชรบูรณ์

ทนายรับว่าความจ.อุบลราชธานี



ทนายรับว่าความจ.แพร่

ทนายรับว่าความจ.ภูเก็ต

ทนายรับว่าความจ.มสารคาม

ทนายรับว่าความจ.มุกดาร

ทนายรับว่าความจ.แม่ฮ่องสอน

ทนายรับว่าความจ.ไม่ระบุ

ทนายรับว่าความจ.ยโสธร

ทนายรับว่าความจ.ยะลา

ทนายรับว่าความจ.ร้อยเอ็ด

ทนายรับว่าความจ.ระนอง

ทนายรับว่าความจ.ระยอง

ทนายรับว่าความจ.ราชบุรี

ทนายรับว่าความจ.ลพบุรี

ทนายรับว่าความจ.ลำปาง

ทนายรับว่าความจ.ลำพูน

ทนายรับว่าความจ.เลย

ทนายรับว่าความจ.ศรีสะเกษ

ทนายรับว่าความจ.สกลนคร

ทนายรับว่าความจ.สงขลา

ทนายรับว่าความจ.สตูล

ทนายรับว่าความจ.สมุทรปราการ

ทนายรับว่าความจ.สมุทรสงคราม

ทนายรับว่าความจ.สมุทรสาคร

ทนายรับว่าความจ.สระแก้ว

ทนายรับว่าความจ.สระบุรี

ทนายรับว่าความจ.สิงห์บุรี

ทนายรับว่าความจ.สุโขทัย

ทนายรับว่าความจ.สุพรรณบุรี

ทนายรับว่าความจ.สุราษฎร์ธานี

ทนายรับว่าความจ.สุรินทร์

ทนายรับว่าความจ.หนองคาย

ทนายรับว่าความจ.หนองบัวลำภู

ทนายรับว่าความจ.อยุธยา

ทนายรับว่าความจ.อ่างทอง

ทนายรับว่าความจ.อำนาจเจริญ

ทนายรับว่าความจ.อุดรธานี

ทนายรับว่าความจ.อุตรดิตถ์

ทนายรับว่าความจ.อุทัยธานี





Watch Video

พื้นที่ให้บริการแนะนำธุรกิจ บริการ รูปแบบ Subdomain (youname.siamhrm.com)
ราคาต่อปี 100,000 บาท (แบ่งชำระ 2 งวด 6 เดือน/ครั้ง ปีต่อปี)
-
แสดงผล 1หน้าเว็บไซต์ ไม่สามารถเพิ่มได้ / ส่งลิงค์ออกไปยัง facebook line ได้ -
ติดต่อ ทีมงาน [email protected] ส่งไฟล์ส่ง รายละเอียดต่างๆ


ทีมงานจะดำเนินการออกแบบให้ หรือส่งไฟล์เว็บไซต์
โดยส่งภาพมาให้ทีมงาน
จัดทำ หน้า landing page - 1 หน้า
หน้า
landing page คือ หน้าเจาะจงแสดงผลประชาสมัมพันธ์ ธุรกิจ 1 หน้า
แสดงผลหน้า landing page ในรูปแบบ Subdomain (youname.siamhrm.com)

Copyright © Kitja Law Office

Privacy Policy